กระดาษเคมี คือ อะไร ทำงานอย่างไร และบิลเงินสดควรสั่งกี่ชั้น

เวลาสั่งพิมพ์บิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน คำถามแรกที่โรงพิมพ์ถามกลับเกือบทุกครั้งคือ “เอากี่ชั้น” — ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากถ้าไม่เคยสั่งมาก่อน เพราะจำนวนชั้นไม่ได้มีผลแค่กับราคา แต่มีผลกับวิธีทำงานของร้านหรือของฝ่ายการเงินไปอีกหลายปี สั่งน้อยไปแล้วเอกสารไม่พอแจก สั่งมากไปก็จ่ายแพงขึ้นโดยที่แผ่นสุดท้ายไม่มีใครใช้

บทความนี้อธิบายว่ากระดาษเคมีคืออะไร ทำงานด้วยหลักการอะไร ต่างจากกระดาษคาร์บอนสีดำแบบเก่าอย่างไร แต่ละชั้นเป็นกระดาษคนละชนิดกันอย่างไร และสุดท้ายคือธุรกิจแบบไหนควรสั่งกี่ชั้น อ่านจบแล้วจะตอบคำถาม “เอากี่ชั้น” ได้ทันทีโดยไม่ต้องเดา

กระดาษเคมี คือ อะไร

กระดาษเคมี คือ กระดาษที่เคลือบสารเคมีไว้ที่ผิวหน้าหรือผิวหลัง เพื่อให้เกิดรอยข้อความบนแผ่นล่างเมื่อมีแรงกดจากปลายปากกา โดยไม่ต้องสอดกระดาษคาร์บอนสีดำระหว่างแผ่น ในวงการพิมพ์เรียกกันว่า กระดาษ carbonless หรือบางที่เรียกว่ากระดาษ NCR ตามชื่อบริษัทที่พัฒนากระดาษชนิดนี้ขึ้นมาเป็นเจ้าแรก คำว่า carbonless แปลตรงตัวว่า “ไม่มีคาร์บอน” ซึ่งหมายถึงไม่ต้องใช้แผ่นคาร์บอนแยกต่างหากนั่นเอง

ของที่เราเห็นในชีวิตประจำวันแล้วเป็นกระดาษเคมีเกือบทั้งหมด ได้แก่ บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ใบสั่งซื้อ ใบเบิกพัสดุ ใบรับฝากซ่อม และแบบฟอร์มราชการที่ต้องเก็บต้นขั้วไว้ที่หน่วยงาน จุดร่วมของเอกสารกลุ่มนี้คือ เขียนครั้งเดียวแต่ต้องได้เอกสารหลายใบที่มีข้อความตรงกันเป๊ะ เพราะถ้าให้เขียนซ้ำสองรอบ ตัวเลขมีโอกาสไม่ตรงกัน และเอกสารก็จะใช้เป็นหลักฐานไม่ได้

กระดาษเคมีทำงานอย่างไร เขียนแผ่นเดียวทำไมติดลงไปทุกแผ่น

หลักการง่ายกว่าที่คิด ผิวกระดาษสองด้านที่ประกบกันอยู่ถูกเคลือบสารคนละตัว

  • ด้านหลังของแผ่นบน เคลือบด้วยแคปซูลเล็กจิ๋วจำนวนมหาศาลที่ข้างในบรรจุน้ำยาสร้างสีซึ่งยังไม่มีสี มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นผิวกระดาษธรรมดา
  • ด้านหน้าของแผ่นล่าง เคลือบด้วยสารที่ทำปฏิกิริยากับน้ำยานั้น

เมื่อเราเขียนด้วยปากกา แรงกดที่ปลายปากกาจะทำให้แคปซูลตรงแนวเส้นที่เขียนแตกออก น้ำยาไหลลงไปสัมผัสกับสารบนแผ่นล่าง เกิดปฏิกิริยาแล้วปรากฏเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือดำตามเส้นที่เขียนพอดี สีจึงเกิดขึ้นเฉพาะตรงที่ถูกกดเท่านั้น ส่วนที่ไม่ได้เขียนแคปซูลยังอยู่ครบ กระดาษก็ยังขาวสะอาด

ที่สำคัญคือปฏิกิริยานี้เกิดจาก แรงกด ไม่ใช่จากหมึก หมายความว่าจะเขียนด้วยปากกาที่หมึกสีอะไรก็ตาม สำเนาที่ออกมาก็เป็นสีเดียวกันหมด และถ้าใช้ของแข็งขีดโดยไม่มีหมึกเลย เช่น ปลายปากกาที่หมึกหมด สำเนาก็ยังติด แต่แผ่นบนจะไม่มีข้อความ

ต่างจากกระดาษคาร์บอนแบบเก่าอย่างไร

คนที่เคยทำงานเอกสารมาก่อนปี 2530 จะคุ้นกับกระดาษคาร์บอนสีดำ ที่ต้องสอดเองระหว่างแผ่น เขียนเสร็จต้องดึงออกแล้วเก็บไว้ใช้ซ้ำ กระดาษเคมีเข้ามาแทนที่เพราะแก้ปัญหาเดิมได้เกือบทั้งหมด

ประเด็น กระดาษคาร์บอนแบบเก่า กระดาษเคมี (carbonless)
ต้องสอดแผ่นคาร์บอนเองไหม ต้องสอดทุกครั้ง ลืมสอดคือไม่มีสำเนา ไม่ต้อง กระดาษอยู่ในตัวเล่มแล้ว
ความสะอาด ผงคาร์บอนติดมือ ติดเอกสาร ติดเสื้อ มือไม่เลอะ
ความเร็วในการออกบิล ช้า ต้องจัดแผ่นก่อนเขียนทุกครั้ง เปิดเล่มเขียนได้ทันที
ความคมชัดของสำเนา จางลงเรื่อย ๆ เมื่อคาร์บอนถูกใช้ซ้ำ สม่ำเสมอทุกชุด เพราะเป็นของใหม่ทุกครั้ง
แผ่นคาร์บอนเสื่อม/หาย เป็นเรื่องปกติ ต้องซื้อมาเติม ไม่มีปัญหานี้
ความเป็นระเบียบของเล่ม แผ่นหลุดง่าย เข้าเล่มมาแล้ว แยกชุดชัดเจน

ข้อแลกเปลี่ยนคือ กระดาษเคมีเป็นกระดาษเฉพาะทาง ราคาต่อแผ่นสูงกว่ากระดาษถ่ายเอกสารธรรมดา และ สั่งพิมพ์แล้วแก้ทีหลังไม่ได้ เพราะโครงสร้างของเล่มถูกกำหนดตั้งแต่ตอนเลือกกระดาษ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรตัดสินใจเรื่องจำนวนชั้นให้จบก่อนสั่ง

โครงสร้างชั้นกระดาษ CB / CFB / CF

จุดที่คนสั่งพิมพ์บิลครั้งแรกมักไม่รู้คือ แผ่นในชุดเดียวกันไม่ใช่กระดาษชนิดเดียวกัน แต่เป็นกระดาษคนละเกรดที่เคลือบคนละแบบ วงการพิมพ์เรียกด้วยตัวย่อสามตัว

ตัวย่อ ชื่อเต็ม เคลือบตรงไหน อยู่ตำแหน่งไหนในชุด
CB Coated Back เคลือบด้านหลังอย่างเดียว แผ่นบนสุด (ต้นฉบับ)
CFB Coated Front and Back เคลือบทั้งหน้าและหลัง แผ่นกลาง (มีกี่แผ่นก็ได้)
CF Coated Front เคลือบด้านหน้าอย่างเดียว แผ่นล่างสุด

เหตุผลที่ต้องแบ่งแบบนี้ตรงไปตรงมามาก แผ่นบนสุดต้อง “ส่งข้อความลง” อย่างเดียว จึงเคลือบแค่ด้านหลัง ส่วนแผ่นล่างสุดต้อง “รับข้อความ” อย่างเดียว จึงเคลือบแค่ด้านหน้า แผ่นกลางต้องทำทั้งสองหน้าที่ คือรับจากแผ่นบนแล้วส่งต่อลงแผ่นล่าง จึงต้องเคลือบทั้งสองด้าน

💡 เวลาสั่งจริงไม่ต้องจำตัวย่อพวกนี้ โรงพิมพ์ถามแค่ว่า หนึ่งชุดต้องการกี่แผ่น แล้วจัดโครงสร้างกระดาษให้เอง — 2 แผ่นต่อชุดคือ CB + CF · 3 แผ่นต่อชุดคือ CB + CFB + CF ตัวย่อเป็นเรื่องของโรงพิมพ์ ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องระบุ
(โครงสร้างชั้นในตารางนี้เจ้าของยืนยันแล้ว 30 ก.ค. 2569)

ชุด 2 ชั้นประกอบด้วยกระดาษอะไรบ้าง

CB + CF — แผ่นบนส่งอย่างเดียว แผ่นล่างรับอย่างเดียว ไม่มีแผ่นกลาง จบ

ชุด 3 ชั้นขึ้นไปเพิ่มอะไรเข้ามา

3 ชั้นคือ CB + CFB + CF · 4 ชั้นคือ CB + CFB + CFB + CF · จะเห็นว่าทุกครั้งที่เพิ่มชั้น สิ่งที่เพิ่มคือ แผ่น CFB ตรงกลาง ส่วนแผ่นบนกับแผ่นล่างเหมือนเดิมเสมอ

ทำไมสั่งเพิ่มชั้นทีหลังจากเล่มเดิมไม่ได้

เพราะถ้าเล่มเดิมเป็น 2 ชั้น แผ่นล่างเป็น CF ซึ่งเคลือบเฉพาะด้านหน้า มันไม่สามารถส่งข้อความต่อลงแผ่นถัดไปได้ จะเอากระดาษมาสอดเพิ่มเองแล้วหวังว่าจะติดไม่ได้ การเพิ่มชั้นจึงต้องพิมพ์เล่มใหม่ทั้งเล่มเสมอ นี่คือเหตุผลที่ควรคิดเผื่ออนาคตนิดหนึ่งตั้งแต่รอบแรก ถ้ารู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานจะมีฝ่ายบัญชีแยกออกมา สั่ง 3 ชั้นตั้งแต่ต้นจะคุ้มกว่าพิมพ์ 2 ชั้นแล้วทิ้งทั้งล็อต

บิลเงินสด 2 ชั้น 3 ชั้น 4 ชั้น ใช้ต่างกันเมื่อไหร่

วิธีคิดที่ใช้ได้จริงคือ นับว่าเอกสารใบนี้ต้องไปอยู่ในมือกี่คนหรือกี่แฟ้ม แล้วสั่งเท่านั้นชั้น ไม่ต้องเผื่อเกินไปกว่านั้น

2 ชั้น — ร้านค้าหน้าร้านทั่วไป

ต้นฉบับให้ลูกค้า สำเนาติดอยู่ในเล่มที่ร้าน จบในตัว เป็นแบบที่สั่งกันมากที่สุด เหมาะกับร้านที่เจ้าของดูบัญชีเอง ขายแล้วจบหน้าร้าน ไม่มีการส่งของทีหลัง

ตัวอย่างที่เจอบ่อย: ร้านโชห่วย ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านซ่อมเล็ก ๆ ร้านขายของหน้าโรงเรียน และสหกรณ์ร้านค้าโรงเรียนที่มีครูผู้รับผิดชอบคนเดียวดูแลทั้งการขายและการลงบัญชี

3 ชั้น — มีฝ่ายบัญชีหรือมีการส่งของ

ต้นฉบับให้ลูกค้า สำเนาหนึ่งเข้าฝ่ายบัญชีหรือฝ่ายการเงิน อีกสำเนาติดเล่มไว้เป็นต้นขั้ว เหมาะกับกิจการที่คนขายกับคนลงบัญชีเป็นคนละคน เพราะสำเนาที่ส่งเข้าบัญชีต้อง “ฉีกออกไปได้” โดยที่ต้นขั้วยังอยู่ในเล่มครบ

ตัวอย่างที่เจอบ่อย: ร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านค้าส่ง กิจการที่มีรถส่งของ โรงเรียนที่ต้องออกใบเสร็จให้ผู้ปกครอง ส่งสำเนาเข้าฝ่ายการเงิน และเก็บต้นขั้วไว้ให้ฝ่ายพัสดุตรวจ และหน่วยงานที่มีการตรวจสอบภายใน

เทียบกันตรง ๆ ระหว่าง บิลเงินสด 2 ชั้น กับ 3 ชั้น คำถามเดียวที่ต้องตอบคือ “มีใครนอกจากลูกค้าที่ต้องได้กระดาษใบนี้ไปถือไว้ไหม” ถ้าไม่มี 2 ชั้นพอ ถ้ามี 3 ชั้น

4 ชั้นขึ้นไป — เอกสารต้องกระจายหลายฝ่าย

ใช้กับงานที่เอกสารหนึ่งใบต้องเดินไปหลายแผนกพร้อมกัน เช่น ลูกค้า / คนขับรถส่งของ / คลังสินค้า / บัญชี หรือในงานราชการที่ต้องส่งเอกสารให้หลายหน่วยงานพร้อมกันในคราวเดียว

ข้อควรรู้ก่อนสั่ง 4 ชั้นขึ้นไป: ยิ่งชั้นเยอะ แรงกดต้องส่งผ่านกระดาษหลายชั้น แผ่นล่างสุดจึงจางกว่าแผ่นบนเสมอ ต้องเขียนหนักขึ้น ใช้ปากกาลูกลื่นปลายแข็ง และวางเล่มบนพื้นแข็งเวลาเขียน ถ้าเป็นงานที่คนกรอกเป็นคนละคนกันหลายคน ควรทดลองเขียนดูก่อนตัดสินใจว่าจะเอาถึง 4 ชั้นจริงไหม

ตารางสรุป ธุรกิจแบบไหนควรใช้กี่ชั้น

ลักษณะกิจการ จำนวนชั้นที่แนะนำ เหตุผล
ร้านค้าปลีกหน้าร้าน เจ้าของดูบัญชีเอง 2 ชั้น ลูกค้า 1 + ต้นขั้ว 1
ร้านอาหาร ร้านบริการ 2 ชั้น ปิดการขายจบหน้าร้าน
สหกรณ์ร้านค้าโรงเรียน ครูดูแลคนเดียว 2 ชั้น ลูกค้า 1 + เก็บไว้ตรวจ 1
ร้านค้าส่ง มีรถส่งของ 3 ชั้น ลูกค้า 1 + คนส่งของ 1 + ต้นขั้ว 1
กิจการที่มีฝ่ายบัญชีแยก 3 ชั้น ลูกค้า 1 + บัญชี 1 + ต้นขั้ว 1
โรงเรียน ออกใบเสร็จให้ผู้ปกครอง 3 ชั้น ผู้ปกครอง 1 + การเงิน 1 + ต้นขั้ว 1
มีคลังสินค้าและฝ่ายจัดส่งแยกกัน 4 ชั้น ต้องกระจายพร้อมกันหลายแผนก

ถ้ายังลังเลระหว่างสองตัวเลข ให้ลองไล่ดูว่าปีที่แล้วมีกี่ครั้งที่ต้องถ่ายเอกสารบิลเพิ่ม ถ้าถ่ายบ่อยแปลว่าจำนวนชั้นเดิมไม่พอ ควรเพิ่มอีกหนึ่งชั้นในรอบสั่งถัดไป

สีของแต่ละชั้นสื่ออะไร

การทำแต่ละชั้นเป็นกระดาษคนละสี เช่น ขาว–เหลือง–ชมพู ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อให้แยกเอกสารได้เร็วโดยไม่ต้องอ่านตัวหนังสือ พอฉีกออกมากองรวมกันบนโต๊ะ คนแยกเอกสารเห็นสีก็รู้ทันทีว่าใบไหนของใคร

ธรรมเนียมที่ใช้กันทั่วไปในไทยคือ แผ่นขาวเป็นต้นฉบับให้ลูกค้า แผ่นสีที่สองส่งเข้าฝ่ายบัญชีหรือการเงิน และแผ่นสีสุดท้ายเป็นต้นขั้วที่ติดอยู่ในเล่ม แต่ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าสีไหนต้องเป็นของใคร แต่ละกิจการกำหนดเองได้ ข้อแนะนำคือถ้ากำหนดแล้วให้พิมพ์ระบุไว้ที่มุมล่างของแต่ละแผ่นไปเลย เช่น “ต้นฉบับ (ลูกค้า)” “สำเนา (บัญชี)” “ต้นขั้ว” พนักงานใหม่จะได้ไม่ต้องจำ และเวลาตรวจสอบย้อนหลังก็ดูออกทันทีว่าเอกสารในแฟ้มเป็นชั้นไหน

อีกจุดที่ควรรู้: สีของกระดาษมีผลกับความอ่านง่ายของสำเนา สีเข้มอย่างฟ้าเข้มหรือเขียวเข้มจะทำให้ตัวหนังสือที่ติดลงมาอ่านยากกว่าสีอ่อน ถ้าเอกสารต้องถ่ายเอกสารซ้ำหรือสแกนเก็บ ควรเลือกสีอ่อนไว้ก่อน

สีที่เลือกได้คือ ขาว · ชมพู · เขียว · เหลือง · ฟ้า · เทา · รับพิมพ์ได้มากถึง 6 ชั้น

กระดาษเคมี 55 แกรม

ข้อควรระวังในการเขียนและการเก็บ

กระดาษเคมีทำงานด้วยแรงกดและปฏิกิริยาเคมี จึงมีข้อจำกัดที่กระดาษธรรมดาไม่มี รู้ไว้ก่อนจะช่วยให้เอกสารไม่เสียหายกลางทาง

ตอนเขียน

  • ใช้ปากกาลูกลื่น เพราะให้แรงกดเป็นจุดแคบและชัด ส่วนปากกาเมจิก ปากกาหัวสักหลาด และปากกาเจลบางรุ่นให้แรงกดน้อย สำเนาอาจติดไม่ครบ
  • วางเล่มบนพื้นแข็ง เขียนบนมือ บนตัก หรือบนกองกระดาษนุ่ม ๆ แรงกดจะกระจาย สำเนาจางลงทันที
  • สอดแผ่นกันรอยไว้ใต้ชุดที่กำลังเขียน ถ้าไม่สอด แรงกดจะทะลุลงไปติดชุดถัดไปในเล่มด้วย ทำให้บิลใบต่อไปมีรอยเขียนของใบก่อนหน้าติดอยู่ ใช้ไม่ได้ทั้งใบ ถ้าเล่มไม่ได้แถมแผ่นกันรอยมาให้ ใช้กระดาษแข็งตัดขนาดเท่าเล่มสอดเองก็ได้ผลเหมือนกัน
  • เขียนให้เต็มมือ อย่าลากเบา ๆ โดยเฉพาะเล่ม 3–4 ชั้น
  • หลีกเลี่ยงการขีดฆ่าแก้ตัวเลข เพราะรอยขีดฆ่าติดลงไปทุกชั้นเหมือนกันหมด แก้ไม่ได้เฉพาะแผ่น ถ้าเขียนผิดควรเขียนใบใหม่แล้วเก็บใบเสียไว้ในเล่ม

ตอนเก็บ

  • เก็บให้พ้นความร้อนและแสงแดด ความร้อนสะสมและแสงแดดโดยตรงทำให้สารเคลือบเสื่อม กระดาษเหลือง และข้อความที่ติดอยู่จางลงเร็วกว่าปกติ อย่าวางเล่มไว้บนแผงหน้ารถ ริมหน้าต่าง หรือใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ร้อน
  • อย่าวางของหนักทับกองบิล แรงกดจากของหนักทำให้เกิดรอยด่างบนกระดาษได้ เพราะแคปซูลแตกโดยที่ไม่มีใครเขียน
  • เก็บให้พ้นความชื้น กระดาษชื้นจะบวม ผิวเคลือบทำงานได้ไม่เต็มที่ และเวลาเขียนหมึกจะเบลอ
  • เล่มที่ยังไม่ใช้ควรเก็บในถุงหรือกล่องเดิม ไม่ควรแกะทิ้งไว้บนชั้นเปิดโล่งเป็นเวลานาน
  • เอกสารที่ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานหลายปี ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์คู่ไว้ด้วย เพราะข้อความบนกระดาษเคมีจางลงตามเวลาโดยธรรมชาติ การมีไฟล์สำรองช่วยได้มากตอนถูกขอตรวจย้อนหลัง

คำถามที่พบบ่อยเรื่องกระดาษเคมี

กระดาษเคมีกับกระดาษความร้อน (thermal) ที่ใช้ในเครื่องพิมพ์สลิป เหมือนกันไหม คนละชนิดกัน กระดาษความร้อนใช้หัวพิมพ์ร้อนทำให้เกิดสีจึงต้องใช้กับเครื่องพิมพ์เท่านั้น เขียนมือแล้วไม่ติดสำเนา ส่วนกระดาษเคมีใช้แรงกดจากปากกา เขียนมือได้เลยไม่ต้องมีเครื่อง ร้านที่ใช้เครื่องออกสลิปอยู่แล้วหลายร้านยังต้องมีบิลกระดาษเคมีไว้ด้วย สำหรับกรณีเครื่องเสีย ไฟดับ หรือลูกค้าขอเอกสารที่มีลายเซ็น

สำเนาชั้นล่างสุดจางมาก แก้อย่างไร สาเหตุที่พบบ่อยคือเขียนเบาไป เขียนบนพื้นนุ่ม หรือใช้ปากกาที่ไม่ใช่ลูกลื่น ถ้าแก้สามข้อนี้แล้วยังจาง แปลว่าจำนวนชั้นเกินกว่าที่การเขียนมือจะรองรับไหว ควรลดจำนวนชั้นลงแล้วใช้วิธีถ่ายเอกสารสำหรับแผ่นส่วนเกินแทน

บิลกระดาษเคมีใส่โลโก้และชื่อร้านได้ไหม ได้ พิมพ์ชื่อร้าน ชื่อโรงเรียน ที่อยู่ โลโก้ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และเลขรันนิ่งลงไปในตัวแบบฟอร์มได้เลย ไม่ต้องปั๊มตรายางซ้ำทุกใบ ดูรายละเอียดได้ที่หน้า รับพิมพ์บิลเงินสด

เอากระดาษเคมีเข้าเครื่องพิมพ์เลเซอร์หรืออิงค์เจ็ตที่ออฟฟิศเองได้ไหม ใช้ได้เฉพาะเครื่องพิมพ์ดอทเมทริกซ์ (dot matrix) เท่านั้น เพราะกระดาษเคมีสร้างสำเนาจากแรงกด ไม่ใช่จากหมึก หัวเข็มของเครื่องดอทเมทริกซ์จะตอกลงบนกระดาษจริง แคปซูลจึงแตกและเกิดสำเนา ส่วนเครื่องพิมพ์เลเซอร์และอิงค์เจ็ตใช้ไม่ได้ เพราะทำงานด้วยการพ่นหมึกหรือเป่าผงหมึกลงบนผิวกระดาษ ไม่มีแรงกดลงไป สำเนาชั้นล่างจึงไม่ติด

สั่งพิมพ์ขั้นต่ำกี่เล่ม ใช้เวลาผลิตนานไหม ขั้นต่ำ 1,000 เล่ม · ระยะเวลาผลิต 21 วัน

สรุป

กระดาษเคมี คือ กระดาษเคลือบสารเคมีที่ทำให้เขียนครั้งเดียวได้สำเนาครบทุกแผ่นโดยไม่ต้องใช้กระดาษคาร์บอน แต่ละชั้นในชุดเป็นกระดาษคนละชนิด (CB–CFB–CF) จึงเพิ่มชั้นทีหลังไม่ได้ ต้องพิมพ์เล่มใหม่

การเลือกจำนวนชั้นให้ตอบคำถามเดียว คือ เอกสารใบนี้ต้องไปอยู่ในมือกี่คน ร้านค้าหน้าร้านที่เจ้าของดูบัญชีเองใช้ 2 ชั้นพอ กิจการที่มีฝ่ายบัญชีแยกหรือมีการส่งของใช้ 3 ชั้น ส่วน 4 ชั้นเก็บไว้ให้งานที่ต้องกระจายเอกสารหลายแผนกจริง ๆ เพราะแลกมาด้วยสำเนาชั้นล่างที่จางลง

เมื่อเลือกจำนวนชั้นได้แล้ว ที่เหลือคือขนาดบิล จำนวนชุดต่อเล่ม และข้อมูลที่จะพิมพ์ลงหัวบิล ซึ่งอ่านต่อได้ที่หน้า รับพิมพ์บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน กระดาษเคมี ถ้าเป็นงานของโรงเรียนที่มีทั้งใบเสร็จ ใบเบิกพัสดุ และแบบฟอร์มอื่น ๆ รวมกัน ดูที่หน้า รับพิมพ์แบบฟอร์มโรงเรียน จะเห็นภาพรวมทั้งชุด

ปรึกษาเรื่องบิลกระดาษเคมี

ไม่แน่ใจว่าควรใช้กี่ชั้น ถ่ายรูปบิลเดิมส่งมาทาง LINE ได้เลย เราดูให้ว่าของเดิมเป็นกี่ชั้น ขนาดเท่าไหร่ และควรปรับอะไรบ้างก่อนสั่งรอบใหม่

โรงพิมพ์ธรรมวิวัด (บริษัท ธรรมวิวัด จำกัด) 163/68 ซอยพหลโยธิน 32 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร 063-826-2551 · 02-005-7004 LINE: @thamwiwat อีเมล: sathon.thamwiwat@gmail.com เวลาทำการ จันทร์–ศุกร์ 9:00–17:00